Sign In

SIP Tea Talk 1 – ถอดบทเรียนแคว้นประเทศบาสก์ เส้นทางพลิกโฉมท้องถิ่นด้วยนวัตกรรมและศาสตร์อาหาร

Hatyai Signture Hotel
  • Event date:
    มิถุนายน 28, 2022 at 6:30 PM
  • Event end:
    มิถุนายน 28, 2022 at 8:00 PM

This post is also available in: English

สรุปสาระสำคัญ

SIP Tea Talk 1 – ถอดบทเรียนแคว้นประเทศบาสก์ พลิกโฉมท้องถิ่นด้วยนวัตกรรมและศาสตร์อาหาร (18.45-20.00 น.) โดยคุณ Gorka Espiau Idoyaga ได้เล่าถึงการฟื้นคืนประเทศที่เกือบล่มสลายด้วยการใช้วัฒนธรรมอาหาร จนกลับมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมของโลก มีหลายร้านที่ได้รับมิชลินสตาร์ ประเทศที่หลุดจากความขัดแย้งสู่สันติภาพและการลืมตาอ้าปากได้ผ่านการใช้นวัตกรรม

ผู้บรรยายทำงานร่วมกันกับ UNDP มาหลายปี ก่อนอื่นขออธิบายบริบทของแคว้นบาสก์ เป็นพื้นที่เล็กๆของสเปน ติดกับตอนใต้ของฝรั่งเศส อยู่ทางเหนือของสเปน คล้ายกับตอนใต้ของประเทศไทย มีภาษาเป็นของตัวเอง เป็นภาษาที่เก่าแก่มากภาษาหนึ่งของยุโรป เราเป็นภูมิภาคเล็กๆ ทางเหนือของสเปน ข้อท้าทายของเราคือ เรามีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากรัฐที่รายรอบ ในพื้นที่ของเรามีประชากรสามล้านคนในพื้นที่ ที่นี่แทบจะล่มสลายทีเดียวด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ก่อนมีอุตสาหกรรมโลหะ โรงงานเหล็ก แต่เกือบจะล่มสลายด้วยการกระทำจากรัฐ คนในแคว้นก็เรียกร้องการปลดปล่อยให้เป็นรัฐอิสระ เหตุการณ์ความไม่สงบ เราแปรเปลี่ยนตัวเองโดยใช้นวัตกรรมทางสังคม ศาสตร์ของอาหาร ใช้สิ่งนี้เชื่อมต่อกับโลก

ขออธิบายการเปลี่ยนผ่านเป็นการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ มีการศึกษาจาก Harvard University ว่าทำไมถึงเกิดการเปลี่ยนผ่าน พบว่าที่นี่ Human development index จัดว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในสหภาพยุโรปเลยทีเดียว จากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของบ้านเมือง การสนับสนุนจากภาคเอกชน มีการทำสหกรณ์ในภาคบริการด้วย ด้านยานยนต์ก็มีบริษัทใหญ่ๆเข้ามาลงทุนผลิตอะไร บริษัทขนาดเล็กก็ได้รับการสนับสนุนในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ มีภาคีเครือข่ายในการทำวิจัยระดับสหภาพยุโรป มีการทำงานเป็นกลุ่มตั้งแต่โรงเรียน ชุมชนและยุโรป

ในโรงเรียนก็สามารถเรียนภาษาบาสก์ ภาษาอังกฤษ ภาษาสเปน โดยไม่แบ่งแย่ง มีการลงทุนฟื้นฟูรากเหง้าของตัวเอง มีกระบวนการสันติภาพและสิทธิมนุษยชน มีความร่วมมือในการยุติความไม่สงบ ขณะนั้นเชฟก็ยังทำงานได้ในช่วงที่มีความไม่สงบ โดยมันไม่ได้ทำแค่มุมเดียว การเปลี่ยนผ่านนั้นทำอย่างเร็ว ไม่ได้ใช้เวลาร้อยปี ขณะที่ความปั่นป่วนนั้นดำเนินไป การแก้ปัญหาทำไปด้วยการสร้างความเชื่อมั่นว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ท่ามกลางความยากลำบาก มันทำให้ทุกคนออกมาช่วย นี่คือพลังในการขับเคลื่อนภายในที่เกิดขึ้น ถ้าโครงการมันทำแบบแยกส่วน มันจะเปลี่ยนแปลงแบบลึกซึ้งไม่ได้ การทำงานแบบนี้เรียกว่า การทำงานแบบ Portfolio ไม่ใช่การทำแบบแยกส่วน

ในเรื่องการใช้ศาสตร์ของอาหารซึ่งเป็นงานในภาคบริการ มีการคิดกันว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเกิดการเปลี่ยนผ่านโดยนำมิชลินท์เข้ามา มีการทำ Cooking Club ที่โยงเชฟเข้ามาหาวิธีว่าจะทำอย่างไรถึงจะใช้วัฒนธรรมที่มีให้เป็นทรัพยากรที่เป็นไปได้ในการทำ Gastronomy ให้เข้ามาทำงานด้วยกันในมิติของวัฒนธรรม การเอาเทคโนโลยีเข้ามาจึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างกระแส โดยมีมหาวิทยาลัย ร้านอาหาร ผู้ผลิต บริษัทให้เกิดมูลค่าเชิงพาณิชย์บนมรดกทางวัฒนธรรมอาหารที่มี มีการทดลองสิ่งใหม่ๆ เมนูใหม่ๆ จากวัตถุดิบท้องถิ่นจนได้รับรางวัลมิชลินท์ทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

เมื่อขยายความถึงการใช้นวัตกรรมในการเปลี่ยนผ่าน คนทั่วไปเข้าใจว่านวัตกรรมนั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด เราต้องพิจารณาด้วยกันระหว่างนวัตกรรมเชิงสังคมกับนวัตกรรมที่เป็นเทคโนโลยีในการทำสิ่งใหม่ๆให้ดีขึ้น ในกรณีของเราเพื่อให้ผู้คนพ้นจากความอดอยากและความยากจน มันสำคัญด้านการลงทุนทางเทคโนโลยี มันมีบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการสร้างงานและการลงในบาสก์ เค้าจ้างคนที่ป่วยทางจิตที่ยังทำงานได้ ให้มีงานทำโดยทำข้อตกลงกับรัฐบาลให้ทุ่มงบที่จะจัดบริการ บริษัทนั้นก็ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลจัดหางานในสายงานการผลิตอย่างธุรกิจยานยนต์ นั่นคือการเกิดนวัตกรรมทางสังคมให้คนที่มีปัญหาทำงานได้ สิ่งที่สำคัญคือ มันต้องมีคนที่มีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหา มันต้องมองคู่กันทั้งสองด้านว่าจะเอามาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกันได้อย่างไร แทนที่จะพัฒนาทักษะให้เก่งเพียงมิติเดียว มันต้องมองหาความร่วมมือในการพัฒนาทักษะร่วมกัน

สำหรับ policy maker สิ่งที่สำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การเปลี่ยนความคิดผู้คน แต่เป็นการทำความเข้าใจผู้คน ถ้าเราเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น คนอื่นก็อยากจะทำงานกับเรา การสั่งให้เค้าทำงานกับเรามันทำให้เค้าอยากทำด้วยจากใจนั่นเป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวนี้เราใช้ Digital Listening เราก็วิเคราะห์ว่าสิ่งที่คนเราคุยอยู่ สิ่งที่ลึกลงไปอยู่ข้างในคืออะไร แล้วพิจารณาว่าสิ่งต่างๆนั้นเปลี่ยนได้หรือไม่ เราต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งจริงๆ  ทั้งหมดนั้นเราเริ่มมันมาจากการฟังอย่างตั้งใจ บางสิ่งเวลาเราไปอยู่หน้างานในพื้นที่เราก็ทำมานาน แต่สิ่งที่เราฟังมันยังไม่เชื่อมโยงกับสิ่งที่เราทดสอบ ฉะนั้นเราจึงต้องทดสอบมันอีกครั้ง

ในกรณีบาสก์การแก้ปัญหาโดยใช้นวัตกรรม เราจะเอากรณีของแคว้นบาสก์มาใช้กับทางภาคใต้ของประเทศไทยได้อย่างไร ในกรณีของบาสก์นั้นตรงกันข้ามตอนนั้นคนยากที่จะทำงานร่วมกัน มีความรุนแรง มีความยากลำบาก ยากที่จะริเริ่มอะไรใหม่ ตอนนั้นใช้ความพยายามอย่างมากในการพูดจาเรื่องสันติภาพ ภาคราชการและเอกชน หลายภาคส่วนบอกว่า มันต้องมีสันติสุขก่อนถึงจะมีเศรษฐกิจที่ดี ไปๆมาๆ ในการเปลี่ยนผ่าน พบว่าเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ส่งผลดีต่อการเจรจาสันติภาพร่วมกัน ซึ่งมันมาจากการทำงานร่วมกันก่อน มีการทำ portfolio มีการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน มีพื้นที่ในการหารือรวมกัน นี่สำคัญมาก ที่สถาบันทางสังคม ภาคส่วนที่ทำนโยบายสถานะ จะมาร่วมกัน  UNDP จัดกรอบของความร่วมมือเข้าด้วยกันได้ ในพื้นที่ภาคใต้นั้นมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ร่ำรวยทางทรัพยากรและวัฒนธรรมอยู่แล้ว เรามีผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย start up อยู่มากมาย เราต้องการริ่เริ่มจากชุมชน ที่จะดึงคนเข้ามาร่วมเยอะ เราสามารถที่จะขยายผลได้ในทำนองเดียวกัน อย่างในบาสก์มีการตั้ง Bask Culinary center มีสหกรณ์ที่รวมกลุ่มกัน มี public service สู่ประชาชน มีระเบียบข้อบังคับที่ทำให้ทุกภาคส่วนทำงานได้ มันทำให้นวัตกรรมที่สร้างมาทำงานได้ แล้วปรับไปเป็นระยะ มันจะก่อให้เกิดการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการจ้างงานขึ้น

วัฒนธรรมท้องถิ่น มันเป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนแปลง แต่มันจะเป็นจริงได้มันต้องมาจากการฟังซึ่งกันและกัน ถึงจะเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันได้ การลงทุนมันถึงจะเริ่มขึ้นและขับเคลื่อนการทำงานได้ การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ การทดสอบต้นแบบ ทั้งหมดต้องดูเงื่อนไขที่จำเป็นที่มีอยู่แล้ว ประเทศไทยมีทุกสิ่งทุกอย่างเลย มันอาจจะแตกต่างในแง่เงื่อนไขเวลา ดังนั้นเรื่องสำคัญก็คือ เราต้องเชื่อมั่นว่ามันเป็นไปได้ ระบบที่ซับซ้อนเหล่านั้นมันไม่ได้สามารถทำให้สำเร็จด้วยกันได้ มันต้องใช้พื้นที่ปลอดภัยในการทดลอง ถ้าทำแต่สิ่งเดิมๆ สิ่งใหม่ๆก็จะไม่เกิดขึ้น มันต้องมี Co-Creation ภาคใต้มีศักยภาพในการเปลี่ยนผ่านอยู่แล้ว เราเพียงแต่ต้องให้คุณค่ากับสิ่งที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ของเราเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้วยตัวเอง

ตอนนี้ไทยเรายังไม่มีสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนในการดำเนินงาน ในกรณีของบาสก์ก็ไม่ต่างกัน การกำกับดูแลก็ค่อยๆ ปรับและบรรลุข้อตกลงไป ด้วยการทดลองทำแล้วมันก็ขยับขยายไปใช้ที่อื่นๆได้ มันสามารถทำแบบ sandbox นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่ทำให้มีความยั่งยืน ได้ดีกว่าการออกกฎระเบียบที่ไม่รู้ต้นรู้ปลาย มันต้องทำในการสร้างขีดความสามารถทำไปพร้อมกับการทดสอบ Prototype ตัวอย่างเช่น Green Technology กับภาคใต้ของประเทศไทยด้านธุรกิจพลังงาน มันอาจพัฒนาจากการให้ใบอนุญาติทีละ 6 เดือน ทำโดยปรับไปพร้อมกับการเพิ่มขีดความสามารถของท้องถิ่นไปด้วยกัน

ด้านนวัตกรรมสังคม มันต้องมี Sandbox และมีความเชื่อมั่นจากนักลงทุน อันนี้เป็นปัจจัยในทางปฏิบัติ เราไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้โดยไม่ทำอะไร ความไว้เนื้อเชื่อใจมันเกิดขึ้นได้จากการพูดจาสานเสวนาและการรับฟัง มันถึงจะเกิดความสร้างสรรค์ แค่เงินลงทุนอย่างเดียวมันทำให้เกิดความเชื่อมั่นไม่ได้ ตอนท้ายของกระบวนการมันต้องดึงเอานักลงทุนมาตั้งแต่ต้นโครงการ การใช้ Platform มันถึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำ Co-creation ให้เกิด partner ที่เห็นลักษณะการทำงานเชิงระบบ ทำงานในระยะยาวและมีไอเดียในการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่ก้าวไปสร้างชื่อเสียงในระดับโลก แต่ต้องสร้างความมั่นใจจากท้องถิ่นแก่นักลงทุน ภาคประชาสังคม ราชการจึงต้องรักษาคำพูด กระบวนการสร้างความมั่นใจจึงไม่ได้มาจากผลประโยชน์อย่างเดียว แต่เกิดจากพลวัฒน์ของทุกภาคส่วนร่วมกัน

Video

Location

Add Review

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Rating

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Booking

Tickets 1
Tickets
Login to Book
Event date 06/28/2022 06:30 PM
Total Cost ฿ 0

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ กรุณาศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และกดยอมรับ/allow

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า